Cheapest domain name at godaddy.com

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

Three Kingdom

สามก๊ก
นำเอามาฝากสำหรับแฟนๆ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ดีนัก
แต่ภาพและเสียงชัดเจนดี (เท่าที่ดูในเน็ตมา)
โพสต์โดย ประชามีชัย
ติดตามได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้เลย
สามก๊ก

ใครที่ตามหา สามก๊ก ตอนที่ 11 อยู่ ตามลิงก์ข้างล่างนี้เลย
ตอนที่ 11 ศึกเมืองอ้วนเซีย 1.mp4

ตอนที่ 11 ศึกเมืองอ้วนเซีย 2.mp4
YouTube - ตอนที่ 11 ศึกเมืองอ้วนเซีย 3.mp4
ตอนที่ 11 ศึกเมืองอ้วนเซีย 4.mp4

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

10 ตำนาน แฮกเกอร์ของโลก

10 ตำนาน แฮกเกอร์ของโลก
ตอนที่หมอนี่โดนจับ ทั่วทั้งอเมริกาแตกตื่น เพราะหมอนี่อายุเพียง 15ปีเท่านั้น Jonathan James หรือชื่อรหัสในโลก Hacker ก็คือ c0mradeได้สร้างชื่อด้วยการเจาะระบบมากมาย ตั้งแต่บริษัทโทรศัพท์ BellSouthไปจนถึงหน่วยงาน DTRA ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1999หมอนี่ Hack เข้าไปฝังตัว Backdoor ใน Nasaซึ่งทำให้อ่านข้อมูลลับได้มากมายรวมไปถึงขโมยโปรแกรมที่ทาง Nasaพัฒนาขึ้นด้วยเงินมหาศาลถึง 1.7 ล้านดอลล่าร์สหรัฐไปหน้าตาเฉยซึ่งในภายหลังทาง Nasa ต้องปิดระบบถึงสามสัปดาห์เพื่อแก้ไขทำให้สูญเสียเงินไปอีก 41,000 $??

ปล. หมอนี่บอกกับศาลว่าเค้าอยากได้โปรแกรมมาเพื่อฝึกฝีมือภาษา C ของตัวเองเท่านั้นแต่พอขโมยมาได้ ก็กลับถามว่าโปรแกรมห่วยๆนั่นมีค่าถึง 1.7ล้านดอลล่าร์เลยเชียวหรือ

Adrian Lamo

อีตานี่ก็เป็นอีกหนึ่ง Hacker ที่แสบไม่แพ้กัน ซึ่งคนที่โดน Adrian Lamoเจาะเข้าไป ก็มีตั้งแต่ หนังสือพิมพ์ The New York Times , Microsoft ,Yahoo , Bank of America , CitiGroup และ Cingularซึ่งที่ๆสร้างชื่อเสียงที่สุดให้เขาก็คือ การที่เขาเจาะเข้าไปใน The NewYork Times และเอาชื่อตัวเองเข้าไปใส่ไว้ในแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระดับสูงของหนังสือ พิมพ์ The New York Timesและใช้บัญชีของนักเขียนชื่อดัง LexisNexisในการค้นคว้างานวิจัยจากฐานข้อมูลของ The New York Times อีกด้วย?หลังจากที่ใช้กรรม ไปมากมาย ตอนนี้ Adrian Lamo ทำงานเป็นนักข่าวและนักพูด เกี่ยวกับวงการ Hackerและพึ่งจะได้รับรางวัลนักข่าวยอดเยี่ยมมาไม่นานนี้เอง

Kevin Mitnick

นี่คือชายที่ครั้งหนึ่ง กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐเคยหมายหัวไว้ว่า"อาชญากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทางสหรัฐ ต้องการตัวมากที่สุด"เพราะเขาคือคนแรกที่ทำให้คำว่า Hacker โด่งดังไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ผลงานของ Mitnick อาจจะเก่าไปซักหน่อย เพราะพี่ท่านเล่น Hackมาตั้งแต่ช่วงปี 70' กับผลงานการเจาะระบบ Punch Card ของ Los Angeles BusSystem ทำให้เขาสามารถขึ้นรถเมล์ได้ฟรีตั้งกะอายุ 12.เข้าไปป่วนระบบโทรศัพท์ทำให้โทรทางไกลได้ฟรีๆ จากนั้นก็ขโมยข้อมูลของบริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดังอย่าง DEC (Digital EquipmentCorporation) ตามด้วยหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ โอ๊ยอีตานี่แสบๆๆ หลังจากที่ไปรับกรรมในคุกอยู่สองปีครึ่งตอนนี้เค้าก็กลายเป็น Hackerที่หลายๆบริษัทขอความช่วยเหลือในการตรวจสอบระบบครับ(และสำคัญมากเป็น เพราะอีตานี่เองที่ทำให้โลกเราได้รู้จัก White-Hat สาดเลือดเอเชียที่เก่งกาจ)

Kevin Poulsen

มีชื่อเรียกสวยเก๋ในวงการแฮ กเกอร์ว่า Dark Dante, ผลงานเด่นๆของ KevinPoulsen ก็คือการที่เค้าเจาะระบบโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ KIIS-FM ใน LAทำให้เค้าได้รางวัลรถ Porsche มาครอง และที่เด่นๆ ก็คืออีตานี่แหย่หนวดเสือไป เจาะระบบฐานข้อมูลของ FBI ครับ และที่สำคัญก็คือระบบดักฟังของ FBI ครับ หลังจากที่ Kevin Poulsen โดนซิวไป 5 ปีตอนนี้เค้าก็กลายเป็น นักข่าวอาวุโสของสำนักข่าว Wired Newsและคอยช่วยเหลือในการไล่จับพวก BlackHat คนอื่นๆอีกมากมาย

Robert Tappan Morris

เค้าคือลูก ชายของอดีตเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ ของ NSA (National SecurityAgency) แท้ๆแต่ดันใช้ความรู้ในทางที่ผิดก่อความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไปทั่วเพราะหมอ นี่แหละครับคือคนแรกที่สร้าง Worm ขึ้นมาและทำให้ระบบเครือข่ายพังทลายไปหลายวันเลยทีเดียว ขณะที่ Morrisกำลังเรียนอยู่ที่ Cornell เค้าอยากรู้ว่าอินเทอร์เน็ตมันใหญ่ขนาดไหนเค้าก็เลยสร้างโปรแกรมที่มันจะ เจาะไปได้เรื่อยๆ ไปๆมาๆนั่นกลายเป็นเวิร์มตัวแรกของโลกที่ชื่อว่า MorrisWormหลังจากนั้นคอมพิวเตอร์กว่า 6,000เครื่องทั่วโลกก็เจ๊งยับเพราะเวิร์มของหมอนี่ พอโดนจับ Morris ก็โดนลงโทษจำคุก 3 ปีและโดนค่าปรับ10,500 เหรียญและ ทำงานช่วยเหลือสังคมอีก 400 ชม.(ลงโทษขนาดนี้แรงไปไหมพี่ เบากว่านี้ได้อีกนะ ) และหลังจากที่รับกรรมไปแล้ว ตอนนี้Robert Morris ก็เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ ที่ MIT

Stephen Wozniak

พูดถึง Apple Computer ใครๆก็อาจจะนึกถึง Steve Jobsชายหนุ่มหัวแอบล้านซึ่งหลายๆคนรอคอย KeyNote ของเค้าในงาน MacWorldConference ทุกปี แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วถ้า Apple Computerขาดเค้าคนนี้ไปล่ะก็ มันจะไม่มีวันนี้แน่นอน เพราะ Steve Wozniakคือผู้่ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ครับ?การเป็น Hackerช่วงแรกของเค้าอยู่ที่เค้าได้ไปอ่านบทความเรื่องการเจาะระบบโทรศัพท์ ในหนังสือ Esquire เข้าหลังจากที่คุยกับ Steve Jobs พวกเขาก็ได้คิดค้น BlueBoxเครื่องเจาะระบบโทรศัพท์ที่ทำให้คุณสามารถ โทรทางไกลได้ฟรีๆ (เอาเข้าไป)มีครั้งหนึ่ง Steve Wozniak ได้แอบใช้เครื่อง BlueBox โทรหาพระสันตปาปาโดยปลอมตัวว่าเป็น Henry Kissingerรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในตอนนั้นแสบจริงๆ?สำหรับ ช่วงแรกของการก่อตั้ง Apple Computer. Wozniakได้ขายเครื่องคิดเลขแสนแพงของเขา และ Jobs ได้ขายรถแวนของเขาเพื่อเป็นทุนในการก่อตั้ง Apple Computer ครับ และสุดท้ายเครื่อง Apple Iก็วางตลาด และทั้งคู่ได้ขายเครื่องนี้ในราคาเครื่องละ 666.66$

Tim Berners-Lee

ต้องขอบอกว่า ถ้าไม่มีอีตานี่โลกเราจะไม่มีคำว่า World Wide Web ครับเพราะเค้าคนนี้คือ คนที่ คิดค้น www ขึ้นบนโลก. Tim Berners-Leeเป็นลูกของสองนักคณิตศาสตร์ระดับโลก Convey และ ?Mary Berners-Leeซึ่งเป็นทีมสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Manchester Mark 1เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก?ในปี 2532 Tim Berners-Lee ทำงานเป็นFreeLance อยู่ที่ CERN (ศูนย์วิจัยเรื่องนิวเคลียร์ของยุโรป)ซึ่งเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ ที่สุดของยุโรปเขาได้คิดค้นระบบข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นมา ซึ่งเมื่อมันผนวกเข้ากับ TCP และ DNSล่ะก็ มันจะเป็นความสุดยอดของ HyperText แน่นอนและหลังจากนั้นมันจึงกลายเป็น ?World Wide Web ครับ ?เมื่อปี 2548เขาได้รับรางวัล 1 ในร้อยบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อคนทั้งโลกมากที่สุด และในปี2550 Tim Berners-Lee ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้าจากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซา เบทที่สอง เป็นการส่วนพระองค์ทำให้ตอนนี้เค้ากลายเป็น Sir Tim Berners-Lee ไปแล้วครับ?ผลงานการ Hackของ Tim Berners-Lee ไม่เป็นที่ปรากฏ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ทำให้เค้าโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัย Oxford ล่ะครับ ปล.เว็บไซต์แรกของโลกคือสร้างขึ้นโดย Tim Berners-Lee นี่แหละครับ

Linus Torvalds

บิดาผู้ให้กำเนิด Linux ระบบปฏิบัติการ Unixที่คนนิยมกันมากที่สุดในโลกขณะนี้ ในปี 1991ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เฮลซิงกิ เขาได้สร้าง linux kernelขึ้นจากพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Minix ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็รวบรวมสมัครพรรคพวกมาช่วยกันเขียนและช่วยกันพัฒนาต่อกันทาง อินเทอร์เน็ต โดยที่เขาเป็นคนรวบรวม ตรวจสอบและแจกจ่ายงานไปยังโปรแกรมเมอร์ต่างๆทั่วโลกรวมถึงแจกจ่ายให้คนช่วย กันเอาไปใช้ฟรีๆอีกด้วยจุดที่น่าสนใจของโครงการนี้ก็คือ ทุกคนที่มาร่วมทำนั้นทุกคนยินดีช่วยโดยไม่ได้ค่าตอบแทนแต่อย่างใด และมีเงื่อนไขต่อด้วยอีกว่าเมื่องานเสร็จแล้วจะต้องเผยแพร่ตัว Source Codeแก่สาธารณะโดยไม่คิดมูลค่าเช่นเดียวกันครับ?ทุกวันนี้ Linux Torvaldsทำงานอยู่ที่บริษัท Transmeta บริษัทที่ทำหน้าที่ออกแบบ CPUและยังคงดำรงตำแหน่ง ผู้นำของบรรดาผู้ใช้งานและพัฒนา Linux ทั้งโลกครับยิ่งไปกว่านั้น หนังสือ Times Magazine ได้ยกให้เค้าเป็นหนึ่งคนในหนังสือชื่อ 60 Years of Hero สุดยอด

Richard Stallman

ผู้ริเริ่มโครงการ GNU (อ่านว่า กนู นะครับ) และมูลนิธิซอฟท์แวร์เสรีรวมไปถึงผู้ริเริ่มแนวคิดเรื่อง Copyleft (ฮ่า)และเป็นผู้ร่างสัญญาอนุญาติให้ใช้ได้ทั่วไป และต่อในภายหลังสัญญานี้ได้กลายเป็น บรรทัดฐานซอฟท์แวร์เสรีจำนวนมากความเป็นแฮกเกอร์ของเค้าโผล่มาตอนที่เค้าทำ งานอยู่ที่ MIT ในฐานะของ StaffComputer ทุกครั้งที่มีระบบอะไรใหม่ๆติดตั้งเข้าไปและมีรหัสผ่านกำกับอยู่Richard Stallman จะหาทางแฮกและปลดรหัสผ่านออกทุกครั้ง ยังครับยังไม่พอพอแฮกระบบเสร็จก็แฮก Printerต่อเพื่อพิมพ์ข้อความบอกชาวบ้านว่าระบบไหนอยู่ที่ไหนปลดรหัสผ่านอะไร ไปแล้วบ้าง แสบจริงๆ

Tsutomu Shimomura
สุดยอด White-Hat สายเลือดเอเชีย Tsutomu Shimomuraได้รับชื่อเสียงอย่างโด่งดัง ในฐานะที่ร่วมมือกับ John Markoffในการช่วยเหลือ FBI ไล่จับสุดยอดแฮกเกอร์ของโลกในยุคนั้น นั่นก็คือ KevinMitnick นั่นเอง ?Tsutumu ทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่ SDSC (San DiegoSupercomputer Center) ซึ่งจริงๆแล้วก็โดนอีตา Kevinเข้ามาแฮกเอาโปรแกรมและเมล์สำคัญๆไป ดังนั้นด้วยคาวมแค้นเขาจึงร่วมมือกับFBI ไล่จับ Kevin Mitnick ซึ่งต่อมาเมื่อเขาจับได้เขาก็เลยเขียนหนังสือชื่อ Takedown เป็นเรื่องราวของการไล่จับ KevinMitnick ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง TakeDown ด้วย?


ข้อมูลจากเว็บ
http://www.sabyedee.net/

ทักษิณ ชินวัตร กับบริบทเริ่มต้นของความร่ำรวยล้นฟ้า

ทนายเบิ้ม ณ สัมมากร
เป็นทนายความคนหนึ่ง ว่าความมาก็เยอะ ชนะก็มาก แพ้ก็มี คิดได้ พูดเป็น เขียนเป็น
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hardcorelawyer
วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2553
ทักษิณ ชินวัตร กับบริบทเริ่มต้นของความร่ำรวยล้นฟ้า
Posted by ทนายเบิ้ม , ผู้อ่าน : 40 , 21:28:58 น.
หมวด : การเมือง


ไปเจอบทความเก่าอันทรง คุณค่าบทหนึ่งที่โพสโดยคุณ Sitance Mobius

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 โดยนำมาจากมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1076

วันที่ 2 เมษายน 2544 เขียนโดยคุณสรกล อดุลยานนท์ ทำให้ทราบว่าอดีต

นายกรัฐมนตรีไร้แผ่นดิน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้้ใช้วิธีใดจึงทำให้ตน

เองร่ำรวยมหาศาล เป็นอภิมหาเศรษฐี ชนิดที่จะหาหนึ่งในล้านคนทำได้แบบ

ทักษิณ คงไม่มีอีกแล้ว อีกทั้งยังได้กล่าวถึงมิตรภาพของทักษิณ กับร.ต.อ.

ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เกลอเก่า และสายสัมพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายระหว่างทักษิณ

กับ รสช. ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเมื่อได้ปฎิวัติรัฐบาลของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ

เห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ในการที่จะบันทึกประวัติศาสตร์ก่อนที่ทักษิณ

จะลุแก่อำนาจจนนำมาถึงซึ่งมหา กาพย์แห่งการต่อสู้แบบที่ไม่มีใครรู้บทจบของชาย

ที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร ณ ปัจจุึบันนี้



บทความพิเศษ : ไทยคม-ชัด-ลึก สัมพันธ์อลเวง 'ทักษิณ-จ๊อด' และท่านสารวัตร

มติ ชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1076 วันที่ 2 เมษายน 2544

--สรกล อดุลยานนท์--

เพียงเพราะ ประโยคเดียวในวันที่ยิงดาวเทียมไทยคมขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ "ทักษิณ ชินวัตร" บอกในวงสนทนาที่ประเทศเฟรนช์กีอานาว่า "ถ้าไม่มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก็คงไม่มีวันนี้"

"ทักษิณ" จึงถูกผลักเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้งเรื่อง "มรดก 4,000 ล้าน" ของ "บิ๊กจ๊อด" ระหว่าง "บ้านเล็ก" และ "บ้านใหญ่"

ในช่วงต้นที่มีข่าว เรื่องมรดกจำนวนมหาศาลของ " บิ๊กจ๊อด " ประธานสภารักษาความสงบแห่งชาติ หรือ รสช. และมีกระแสกดดันให้รัฐบาลตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ปฏิกิริยาที่นิ่งเพื่อประเมินกระแสของ "ทักษิณ" ถูกตีความว่าไม่กล้าทำอะไรเพราะบุญคุณที่ "บิ๊กจ๊อด" เคยช่วยเหลือเรื่องโครงการดาวเทียมไทยคม

ยิ่งมีการอ้างอิงคำ พูดของ "ทักษิณ" ดังกล่าวจากคำนำเสนอของ "ชลิต กิติญาณทรัพย์" บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจขณะนั้นในหนังสือ "ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม"

"ถ้าไม่มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก็คงไม่มีวันนี้"

ผนวกกับภาพ "ทักษิณ-พจมาน ชินวัตร" ยืนเคียงคู่กับ พล.อ.สุนทรและ นางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร หรือ "คุณยุ้ย" ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ

"ทักษิณ" ก็กลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองทันที เป็นเรื่องจริงที่ "อัศวินคลื่นลูกที่สาม" ผู้นี้เป็นคนที่รู้จักบุญคุณคน ใครที่เคยช่วยเหลือเขาในยามอับจน เขาจะไม่ลืมคนอย่าง "ปรีดา พัฒนถาบุตร" อดีตรัฐมนตรีที่ "ทักษิณ" เคยเป็นตำรวจติดตามจะได้รับการดูแลอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกับ "ประยูร จินดาประดิษฐ์" อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารทหารไทยที่ให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อให้กับ "ทักษิณ" ตั้งแต่ธุรกิจของเขาเริ่มหยั่งรากลงดิน "บิ๊กจ๊อด" นั้นมีบุญคุณกับ "ทักษิณ" จริง

แต่ระดับและรูปแบบของ "บุญคุณ" นั้นเป็นอย่างไร คงต้องย้อนประวัติศาสตร์การเมืองกันสักนิดและอย่าแปลกใจ หากมีชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เข้ามาเกี่ยวพันด้วย ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตั้งแต่ปี 2531 "ทักษิณ" ยังคงเป็นนักธุรกิจระดับกลางคนหนึ่งไม่ใช่ "มหาเศรษฐี" เหมือนในวันนี้ แต่เป็น "คลื่นลูกใหม่" ที่มาแรงทั้งวิสัยทัศน์และสายสัมพันธ์ สายสัมพันธ์ของเขาแนบแน่นกับรัฐมนตรีในยุคนั้น 2 คน คือ นายมนตรี พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

"ทักษิณ" เสนอโครงการเคเบิลทีวีกับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ตั้งแต่ปี 2528 แต่กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างล่าช้า จน ร.ต.อ.เฉลิมเข้ามาดูแล อ.ส.ม.ท. โครงการนี้จึงถูกปัดฝุ่น และได้รับการอนุมัติเมื่อเดือนมีนาคม 2532 พร้อมข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านว่า การอนุมัติครั้งนี้มาจากสายสัมพันธ์ที่เป็น "เพื่อนรัก" ของ "ทักษิณ-เฉลิม"

"ทักษิณ" บอกในหนังสือ "ตาดูดาว เท้าติดดิน" ว่าการอนุมัติโครงการไอบีซี เป็นเพียงการอุทธรณ์เรื่องเดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรมจนถึงรัฐบาลชาติชาย

"ส่วน คุณเฉลิมด้วยความเป็นเพื่อนกันมา ผมจึงมีโอกาสชี้แจงอธิบายการไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น เรื่องมีอยู่แค่นี้ ไม่ได้สลับซับซ้อนอย่างที่มีคนพยายามจะผูก" พร้อมกับบอกว่า "ผมขอยืนยันไว้ในที่นี้ว่า สลึงหนึ่งก็ไม่เคยจ่ายให้คุณเฉลิม และข่าวลือต่างๆ นานาก็ไม่เป็นความจริง"

"เฉลิม" เองก็ยังยืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่เคยได้รับผลประโยชน์จาก "ทักษิณ" แม้แต่บาทเดียว แม้แต่ครั้งล่าสุดที่คุยกันซึ่งเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขาก็ยืนยันว่า "ทักษิณ" ไม่เคยให้เงิน หรือหุ้นราคาพาร์กับเขาเลย แต่ยังถือทิฐิยืนยันว่าถ้าจะให้เขาไปคุยกับ "ทักษิณ" เรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี " ไม่มีทาง "

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.เฉลิมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ประกาศในสภาว่า "ผมกับ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเพื่อนกัน" ต่อสาธารณะ ภาพของ "ทักษิณ" แนบแน่นกับ "เฉลิม" มาโดยตลอด เหมือนจะบวก แต่จริงๆ แล้วค่อนข้างลบมากสำหรับคนที่ต้องทำธุรกิจ และผลพวงนั้นปรากฏชัดขึ้นในช่วงปลายรัฐบาลชาติชาย

ก่อนเหตุการณ์ รสช. ไม่นาน หลังจากเป็นหนี้ 200 ล้านบาทหลังเหตุการณ์ลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2527 "ทักษิณ" เริ่มต้นความร่ำรวยจากธุรกิจ "โฟนลิ้งค์" ตามมาด้วย "ไอบีซี" และ "เซลลูล่าร์ 900" และทันทีที่สามารถผลักดันบริษัทในเครือเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2533 เขากลายเป็นนักธุรกิจระดับพันล้านทันที จากนั้น "ทักษิณ" ก็ต่อจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในธุรกิจโทรคมนาคมด้วยการตัดสินใจ เข้าประมูลโครงการ ดาวเทียมของกระทรวงคมนาคม

20 กันยายน 2533 นายมนตรีเปิดให้มีการประมูล มีผู้แข่งขัน 5 ราย คือ กลุ่มไทยแสท, กลุ่มโมดูลาร์, กลุ่มแอซตรา คอมแสท, วาเคไทย และ ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แต่มีผู้ยื่นซองเพียง 3 ราย ผลการเปิดซองปรากฏว่า "ทักษิณ" เสนอผลประโยชน์สูงที่สุดคือ 15.33% ตลอดอายุสัญญา 30 ปี และประกันผลกำไรขั้นต่ำ 1,350 ล้านบาท ไทยแสท เสนอผลประโยชน์เฉลี่ย 10% ประกันขั้นต่ำ 980 ล้านบาท วาเคไทยของ "คีรี กาญจนพาสน์" เสนอผลประโยชน์เฉลี่ย 8.78% และรายได้ขั้นต่ำ 876 ล้านบาท

ประเด็น สำคัญ อยู่ที่ "วาเคไทย" เสนอให้รัฐบาลใช้ช่องสัญญาณหรือทรานสปอนเดอร์ฟรี 0.5 ทรานสปอนเดอร์ในดาวเทียมดวงแรก และ 1 ทรานสปอนเดอร์ ในดวงที่ 2 "คีรี" ยืนยันว่าเมื่อตีค่าช่องสัญญาณฟรีเป็นเงินแล้ว ผลประโยชน์ที่เขาเสนอแก่รัฐนั้นมากกว่ากลุ่มชินวัตร แต่ในมุมของ "ทักษิณ" เขามองว่าเมื่อยิงดาวเทียมขึ้นไป ช่องสัญญาณดาวเทียมย่อมมีเหลือ สิ่งที่เหลือจึงไม่มีมูลค่าเป็น 0

วันที่ 14 ธันวาคม 2533 คณะกรรมการกลั่นกรองที่มี นายศรีภูมิ สุขเนตร ปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น เป็นประธานประกาศผลการตัดสินให้กลุ่มชินวัตรชนะ ประมูล โดยนายมนตรี เซ็นอนุมัติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ก่อน พล.อ.ชาติชายลาออกเพียง 1 วัน ด้วยความทะแม่งในเรื่องเวลา ทำให้มีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาก

"ทักษิณ" เล่าให้ "วัลยา" ฟังถึงเรื่องนี้ในหนังสือ "ตาดูดาว เท้าติดดิน" ว่าตนยอมรับไม่ได้ที่มีการสร้างภาพว่า การชนะประมูลครั้งนี้มีลับลมคมใน เพื่อลัดขั้นตอนให้เสร็จในไม่กี่วัน "ราวกับลืมไปว่าก่อนหน้านี้โครงการต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาหลายขั้น เป็นการเสนอราคาอย่างถูกต้องชอบธรรมตามกติกาทุกประการ"

ช่วงนั้น สถานการณ์การเมืองร้อนจัด ทหารไม่พอใจ ร.ต.อ.เฉลิมอย่างรุนแรง จน พล.อ.ชาติชายต้องแก้ปัญหาด้วยการลาออก เพื่อปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชายลาออกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายมนตรีและพรรคกิจสังคมพยายามเล่นเกมการเมืองจึงถูกปรับพ้นจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชายดึงพรรคประชากรไทยเข้าร่วมรัฐบาล

นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ "วาเคไทย" ยื่นหนังสือประท้วงกับนายสมัครทันที ณ เวลานั้น "ทักษิณ" เจอศึก 2 ด้าน ด้านแรก คือ สงครามดาวเทียมกับวาเคไทย อีกด้านหนึ่ง คือ ความไม่พอใจของทหารต่อ ร.ต.อ.เฉลิม และกระทบชิ่งมายังตัว "ทักษิณ" ในฐาน "เพื่อนเก่า" ด้วย ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่าง "ทักษิณ-เฉลิม" เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปก่อนที่ "เฉลิม" จะกล่าวในสภาแขวนป้าย "เพื่อนรัก" ให้กับ "ทักษิณ" เสียอีก

เมื่อต้นปี 2535 ผมเคยสัมภาษณ์ "ทักษิณ" เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ทักษิณ" บอกว่าไม่ได้เจอกับ ร.ต.อ.เฉลิมมานานแล้ว "เราไม่ได้คุยกัน ก่อนที่เขาจะพูดในสภาว่าผมเป็นเพื่อนรักกับเขา" และ "เราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกัน แต่ระยะหลัง... คุณเฉลิมเขายุ่งเรื่องการเมือง ผมก็ยุ่งทางธุรกิจเลยไม่ค่อยได้พบกัน ไม่ได้คุยกันร่วมปีแล้ว"

เมื่อถามว่า "ทักษิณ" เคยต้องไปเคลียร์กับทหาร

"เราเคลียร์กันก่อนมีการปฏิวัติ เคลียร์ว่าผมเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง ผมจบโรงเรียนเตรียมทหาร"

"เป็น ปัญหาด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่ทำสัญญากับทหาร" ผมถามต่อ

ก่อนหน้านี้ ผมได้ข่าวว่า "ทักษิณ" มีปัญหาเรื่องโครงการเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นสั่งให้ชะลอเรื่องไว้เพราะเห็นว่า "ทักษิณ" เป็น "เพื่อนรัก" กับ ร.ต.อ.เฉลิม คู่ปรับคนสำคัญของ "บิ๊กจ๊อด"

"รู้สึก ว่าคุณรู้เยอะ" ทักษิณกึ่งยอมรับกลายๆ

รัฐบาลชาติชายถูกปฏิวัติโดย รสช. เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จากนั้น รสช. ก็เรียกปลัดกระทรวงทุกแห่งไปประชุมเพื่อรับนโยบาย นายศรีภูมิ สุขเนตร ปลัดกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าโครงการของกระทรวงคมนาคมที่ ต้องส่งให้ รสช. พิจารณา คือ โครงการดาวเทียม, โครงการรถไฟสายศรีราชา-แหลมฉบัง เป็นต้น (มติชน 26 กุมภาพันธ์ 2534)

ถ้า โครงการดาวเทียมเป็น "ลูกบอล" ก็มีช่วงนี้เท่านั้นที่ลูกบอลอยู่ในการครอบครองของ "บิ๊กจ๊อด" และ รสช. ขณะนั้นกำลังภายในของ "ทักษิณ" สู้กลุ่มวาเคไทยของ "คีรี กาญจนพาสน์" ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเสื้อคลุม "เพื่อนรัก" ของ ร.ต.อ.เฉลิมที่ต้องหนีตายไปเดนมาร์กยังติดตัวเขาอยู่

พล.อ.สุจินดา คราประยูร รองประธาน รสช. และผู้มีอำนาจสูงสุดตัวจริงของ รสช. เพิ่งให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าเขาเป็นประธานกรรมการของสนามกอล์ฟธนาซิตี้ที่มี บัตรเครดิตให้ใช้จ่ายไม่จำกัดจำนวน

"ธนาซิตี้" คือโครงการแรกในเมืองไทยของ "คีรี กาญจนพาสน์" ทาง "วาเคไทย" ยื่นหนังสือคัดค้านถึง พล.อ.สุนทร และมีการยัดไส้เอกสารให้เซ็นไปยังกรมอัยการ ประเด็นที่เขาต้องเคลียร์มี 2 เรื่อง คือ
1.ความสัมพันธ์กับ ร.ต.อ.เฉลิม และ
2.ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้ในโครงการดาวเทียมระหว่างข้อเสนอของกลุ่มชินวัตร กับวาเคไทย

การดึงเอกสารคัดค้านกลับอาจเป็นบุญคุณที่ "บิ๊กจ๊อด" มีกับ "ทักษิณ" แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านของอำนาจนั้นสั้นนัก เพราะเพียงแค่ต้นเดือนมีนาคม นายอานันท์ ปันยารชุน ก็มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาตั้งนายนุกูล ประจวบเหมาะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากนั้นลูกบอล "ไทยคม" ถูกส่งต่อจาก รสช. ไปอยู่ในการครอบครองของนายนุกูล

ชื่อเสียงของ "นุกูล" นั้นรับประกันคุณภาพได้จากโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมายที่กล้าชนกับซีพีและ รสช. "บิ๊กจ๊อดไม่เคยเข้ามายุ่ง ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง" เขาให้สัมภาษณ์กับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังจากข่าวเรื่องมรดก 4,000 ล้านกระฉ่อน

หนังสือของ "วาเคไทย" มีผลเพียงให้คณะกรรมการกลั่นกรองที่มี นายไพจิตร เอื้อทวีกุล เป็นประธานหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนสรุปว่าข้อโต้แย้งของวาเคไทยมีมูล แต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงให้วาเคไทยกลับมาเป็นผู้ชนะ จากนั้นนายนุกูลต่อรองกับ "ทักษิณ" ขอเพิ่มค่าผลประโยชน์ให้รัฐเป็น 1,415 ล้านบาท และลดเวลาสัมปทานจาก 30 ปีเหลือ 8 ปี ก่อนจะเซ็นสัญญาในปี 2535 คำสัมภาษณ์ของนายนุกูลถือเป็นการการันตีว่าโครงการดาวเทียมไทยคมในช่วงที่ เขาดูแลไม่มีรังสีของ "บิ๊กจ๊อด" มาเกี่ยวข้องเลย แต่ "ทักษิณ" นั้นเป็นคนรู้คุณคน

วันที่ 18 ธันวาคม 2536 วันที่ดาวเทียมไทยคมยิงขึ้นฟ้า "ทักษิณ" เชิญสื่อมวลชนและบุคคลสำคัญไปเป็นสักขีพยาน หนึ่งในนั้นคือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธาน รสช. ณ เวลานั้น รสช. หมดอำนาจโดยสิ้นเชิงเพราะ เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ภาพลักษณ์ของ "บิ๊กจ๊อด" และผู้นำ รสช. ค่อนข้างติดลบ แต่ "ทักษิณ" ก็เชิญ "บิ๊กจ๊อด" ไปร่วมงานและบอกกับคนที่ไปร่วมงานด้วยว่าถ้าไม่มี พล.อ.สุนทรก็ไม่มีวันนี้ นี่คือการให้เกียรติ และแสดงความเป็นคนรู้คุณคนของ "ทักษิณ ชินวัตร" บุญคุณที่เกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจแค่ไม่ถึง 20 วันหลังการรัฐประหาร

ที่มา http://silance-mobius.blogspot.com/2007/11/blog-post_06.html

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Free Article

สุดยอดคัมภีร์การทำ CJ ของคุณ bangkok-ceo แห่ง seo.in.th สุดยอดมาก

ผมขอมาเล่าประสบการณ์ รูปแบบการทำ CJ ที่ผมทำมาในปี2007 ที่ผ่านมานะครับ
เอาเป็นว่าผมนึกอะไรออก ผมก็เขียนเล่าเป็นเรื่องราวไปละกัน อาจจะมั่วไปๆมา ก็ไปเรียบเรียงกันเอง
ว่าผมเริ่มทำมายังไง ผิดพลาดตรงไหน และได้กำไรยังไง

บอกไว้ก่อนว่า
1.ถ้าอ่านแล้ว เอาไปทำแล้วขาดทุน ก็อย่ามาว่ากันนะครับ ข้อมูลผมไม่ใช่หมายความว่าอ่านแล้วเอาไปทำตามแล้วจะได้กำไรแน่นอน
2.ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ผมขอ 50 บาท บริจาคให้ วัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต บริจาคแล้วไม่ต้องเมล์มาบอกผม รู้แค่คุณคนเดียวพอ
3.ข้อมูลผมเป็นฟรี ใครจะก๊อปเอาไปทำอะไรก็ได้ จะไปลงเว็บ ลงบล็อก ทำเป็น ebook ขายใน clickbank หรือจะปริ้นท์แล้วเอาไปเช็ดตูด ก็ได้
แต่ผมขอ 100 บาท บริจาคให้ วัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต บริจาคแล้วไม่ต้องเมล์มาบอกผม รู้แค่คุณคนเดียวพอ

เอาสั้นๆละกันแล้ว ใครสงสัยอะไร ก็ลองถามมาดูละกันครับ
และขอรบกวนพี่ๆใน seo.in.th ช่วยตอบและเสนอไอเดียต่างๆด้วยนะครับ[/b]

ที่บอกว่า ลงทุน 3 หมื่นบาท นี่ไม่ใช่ผมเสียค่าโโฆษณาเดือนละ 3 หมื่นนะครับ
แต่เป็นเงินของผมเองที่ใช้ไปทั้งหมดในปีนี้ คือ พอมีกำไร ผมก็เอากำไรเป็นทุนมาเพิ่มเป็นค่าโฆษณาไปเรื่อยๆ

คือมีเงินเท่าไร ก็ใช้เท่านั้น เอากำไรมาเป็นทุนเรื่อยๆ จนวันนี้ ถ้าผมเลิกทำก็จะมีเงินเหลือเกือบ 3 ล้านบาท

ถามว่า ทำเป็นอาชีพไหม ผมยังทำงานประจำอยู่ ผมไม่รู้ว่าธุรกิจด้านนี้จะไปได้อีกนานเท่าไร
โลกหมุนเร็วอีกหน่อย 2-3 ปี คนอาจไม่ใช้ google อีกก็ได้ หรือ Cj อาจเจ๊ง หรืออาจมีวิธีโฆษณาใหม่ๆมาอีกก็ได้ Aff marketing อาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้


คือ เริ่มแรกรู้จัก Cj เพราะ ผมก็อ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง
ผมก็เลยลองทำดู อยากบอกตรงๆว่าในหนังสือ มันอ่านแล้วทำให้ดูง่าย แต่จริงๆมันยาก

hint ข้อผิดพลาดคือ ผมคิดว่าธุรกิจนี้มันง่าย ทำให้ขาดการหาข้อมูลเพิ่มเติม ประมาท เท่ากับ ขาดทุน

จนมาเจอเว็บไซต์นี้ ผมก็ค่อยๆเริ่มอ่านและศึกษามาเรื่อยๆ

บางวิธีเค้าบอกว่า เราต้องหาคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งน้อย บิดราคาต่ำๆ ผมก็ลองทำแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

จนผมมาคิดดูว่า ไอ้คีย์เวิร์ดที่คนเค้ามีคู่แข่งเยอะๆ เค้าแข่งกันไปทำไม ถ้ามันไม่ได้กำไร แล้วเค้าเสียเงินให้กูเกิ้ลกันไปทำไม

hint ผมใช้คีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งเยอะเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นคีเวิร์ดที่ยาว 2-3 คำเท่านั้น เช่น love you หรือ i love you

คือ เข้าไปสู้กับเค้าเลย ไม่ต้องมานั่งหาคีย์เวิร์ดใหม่ ใช้ AD กับ Landing page เข้าไปสู้

hint ถ้า ad คุณอยู่อันดับที่ 1 ใน คีย์เวิร์ด ที่คนใช้เยอะๆซักคำนึง ชีวิตนี้คุณแทบจะไม่ต้องทำมาหากินอะไรอีกแล้ว

หลายคนเค้าก็บอกว่า ถ้าเราทุนน้อย อย่าไปสู้กับเค้าเลย สู้ไม่ได้
จริงๆมันก็ถูกต้อง แต่ข้อดีของโฆษณา มันแข่งกันที่ ไอเดีย ไม่ใช่ทุน
(อย่างหนังเรื่อง แบล์ วิส โปรเจ็ค ใช้เงินลงทุน 5 ล้านบาท แต่ทำเงินได้เท่ากับ หนัง สตาร์วอร์ที่ลงทุนหลายร้อยล้าน)


เริ่มแรก เลือกสินค้า ใน CJ ตอนแรก เราต้องดูว่า เราถนัดอะไร ชอบอะไร ก็ลองเลือกสินค้านั้นๆก่อน ผมรักหมา ผมเลยขาย Dog.com

hint พอเลือกสินค้าได้ ผมก็ต้องเข้าไปที่เว็บเจ้าของสินค้า แล้วดูว่า เว็บนั้น มี google pagerank เท่าไร ถ้าน้อยกว่า 4 อย่าไปทำเสียเวลา

แต่ปัญหาใหญ่ของคนไทย คือ เค้าจะไม่ค่อยรับ ยิ่งมือใหม่ที่ epc และ epm ขึ้นเป็น new จะยิ่งยาก

hint วิธีแก้คือ คุณต้องไปสร้างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมาเว็บนึง หรือ ไปก๊อปใครมาก็ได้ แล้วก็เมล์ ไปหาเจ้าของสินค้า คือพยายามหา อีเมล์ของเจ้าของสินค้าให้ได้มากที่สุด
แล้วก็เมล์ เช่น aff@abc.com , admin@abc.com ,info@abc.com ,webmaster@abc.com
คือ บางทีเราเมล์ไปเจอ เว็บมาสเตอร์ หรือ พนักงานคนอื่น เค้าก็อาจจะฟอร์เวิดเมล์เราไปให้คนที่มีหน้าที่อนุมัดิให้เราอีกที

ในเมล์คุณต้องบอกไปเลยว่า เป็นใคร มาจากไหน เป็นเจ้าของเว็บอะไร เก่งกาจแค่ไหน ทำยอดขายให้คุณได้แน่ๆ โม้ไปเลย แต่อย่าโม้ยาวเดี๋ยวเค้าจะขี้เกียจอ่าน

ผมเอาคีย์เวิร์ดมาจากไหน
ผมเข้าไปที่ www.seodigger.com แล้วก็ใส่ชื่อ เว็บไซต์ไปเลย มันจะมี คีย์เวิร์ด ของเวบนั้นๆที่เค้าใช้อยู่ออกมา เช่น
dog.com มันจะมี คีย์เวิร์ด ที่เว็บ dog.com นั้นใช้ออกมา 2102 คำ เสร็จแล้ว ก็เอามาจัดกลุ่ม คัดแยกให้มันดี คำไหนยาวๆ เอาออกไปก่อน

hint ส่วนมากคีย์เวิร์ดที่เจ้าของสินค้าใช้ คือ คีย์เวิร์ดที่เค้าทดลองแล้วว่าเค้าขายได้ เค้าเลยใช้
***อย่า ไปใช้ คีย์เวิร์ด ที่เจ้าของสินค้าห้ามใช้เด็ดขาด ไม่งั้นซวยแน่ ***

เสร็จแล้วคุณก็ค่อยเลือกคำมาใช้ กับ AD ที่คุณเขียน

landing page สำคัญมาก ถ้าไม่มี ก็อย่าทำ CJ เลย ผมไม่รู้เรื่องเว็บไซต์เลย ภาษาอังกฤษ ผมก็ห่วยมากๆ
landing page หน้าแรกที่ผมทำ คือ เขียนเป็นภาษาไทย แล้วไปให้น้องแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ (ก๊อปคนอื่นๆเค้ามาบ้างด้วย)แล้ว อัพโหลดลงใน Blogspot.com

ให้ลองเข้าไปดูได้ครับที่ http://www.easypetstore.blogspot.com/ สังเกตุวันที่ล่าสุดว่าไม่ได้อัพเดตเลย ตอนนี้ blogไม่ได้ทำแล้วครับ แต่ยังอยู่

hint มือใหม่ อยากให้เริ่มใช้ blog ทำ landing page เพราะมันฟรี ผมว่าถ้าดู blog ผมอันนี้แล้วอาจจะได้ไอเดียเพิ่มเติมขึ้นนะครับ
บล็อกนี้ เป็นงานแรกที่ ทำกำไรให้ผมเลยครับ ประมาณ 150 ดอลล่าร์
แต่ที่ผมเลิกทำเพราะผมไปเจอ landing page รูปแบบอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่านี้เยอะ

พรุ่งนี้มาเล่าต่อละกัน

เพื่อนผมโทรตามไปกินเหล้าแล้ว รายละเอียดมีอีกเยอะ เดี๋ยวค่อยมาเล่าต่อละกัน


ข้อมูลผมเยอะ เล่ากันให้หมดไปเลย ไม่ต้องมีกั๊ก ตลอดปีที่ผ่านมา ผมแข่งมาเยอะ เจอเล่นมาหลายรูปแบบ โดนแกล้งสารพัด ทำทั้งแบบดำ และ แบบขาว

แต่ CJ เสียอย่างเดียว เค้าไม่ยอมให้ CJ Performance กับผม ไม่งั้นผมคงโดนเล่นน้อยกว่านี้

สรุป รูปแบบการทำ CJ ของผมเริ่มที่ CJ สินค้า -- AD + คีย์เวิร์ด -- landing page -- gg yahoo msn --


วันนี้ เริ่มที่ คีย์เวิร์ด ก่อนละกัน
ที่ถามมาว่า

Quote
ขอถาม คุณ bangkok-ceo

- ใช้ mass keyword เหมือนคุณ asiram หรือป่าวครับ
- วิธีหา keyword niche แนะนำให้ใช้ tool ตัวไหนดี

รูปแบบของผมจะต่าง กับ asimar ตรงที่ว่า เค้าจะเน้นใช้คีย์เวิร์ดเยอะๆ
แต่ของผมจะใช้ คีย์เวิร์ดประมาณ 5-20 ตัว ต่อ ad และต่อ landing page
บาง Ad ของผมมี คีย์เวิร์ด แค่ 2 ตัวเท่านั้น

hint คือ คีย์เวิร์ด ของผมมันจะต้อง ไปเข้ากับ Ad และหน้า landing page คือมีความหมายไปในทางเดียวกัน

รูปแบบของผมคือ อย่างคำว่า
คีย์เวิร์ดคำว่า dog food (คำนี้มันกว้างไปอย่าไปใช้)
ผมก็จะเขียน AD ว่า ลองเข้ามาดูที่เว็บเราจะไม่เสียเวลาไปหาที่อื่น คือถ้าหาซื้อ dog food อยู่เข้ามาเลย
เสร็จแล้วก็จะส่งไปที่ landing page ที่จะเป็นตัวบอกว่า dog food ที่ไหนมีขายบ้าง ราคาเท่าไร ยี่ห้อไหนดี ซื้อกับใครดี รายละเอียดต้องอย่ายาวมาก
(เดี๋ยวค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียด landing page กันอีกที)


Quote
- วิธีหา keyword niche แนะนำให้ใช้ tool ตัวไหนดี
เวลาหาคีย์เวิร์ด ผมจะใช้แต่ของฟรี คือ www.seodigger.com แล้วค่อยๆมาคัดเอาคำเอาเอง
คือผมจะต้องดูก่อนว่า อาหารหมา มีเว็บใครขายบ้าง แล้วก็เอามาดูในเว็บ seodigger แล้วเลือก คำมาแข่งกับเค้า
เราไม่ต้องแข่งกับเค้าทุกคำ ลองเลือกกลุ่มคำที่มีความหมายใกล้ ๆกัน แล้วเริ่มแข่งกับเค้าดู เช่น dog food จะแบ่งไปตามยี่ห้อ แบ่งไปตามพันธุ์ของหมา แบ่งหลายแบบ
คือ ไปดูว่า dog.com และ petco.com เค้าใช้คีย์เวิร์ดอะไรบ้าง

hint เวลาผมเสนอขายสินค้า ในหน้า landing page ผมจะเสนอไปทีละหลายๆเจ้า ให้เค้าเลือกซื้อเลย ทั้ง
รูปแบบจะคล้าย เวบ www.bizrate.com บวก กับ amazon.com

แต่ข้อเสียของทั้งสองเวบ bizrate และ amazon คือ ผมคิดว่ามันขาดพนักงานขาย

ผมคิดว่า landing page มันก็เหมือนพนักงายขายของ หรือ เด็กเชียเบียร์ ที่จะต้องกระตุ้นให้ซื้อ
hint เราต้องใส่พนักงายขายเข้าไปใน landing page เราด้วย
เมื่อก่อนผมเคย เป็นคนขายเสื้อยืดอยู่ที่ตลาดนัด ผมเลยรู้ว่าถ้าพูดยังไงลูกค้าเค้าจะซื้อ

มันก็เหมือนเวลาไปห้าง lotus ถ้าไปแผนกขายทีวี จะมีพนักงานมาคุยกับคุณ เค้าคุยอะไรกับคุณ
hint บางทีอย่าไปมองอะไรไกลตัว หรืออ่าน ebook ของฝรั่งเค้ามากไป รูปแบบการขายของคนไทยนี่แหละที่อย่ามองข้าม หยิบเอามาใช้ แล้วเอามาประยุกต์กับการขายใน CJ

ถ้าลูกค้าเข้ามาที่ landing page เราแล้ว เราจะมีสินค้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีพนักงานขายด้วย

คือ ประมาณว่า เอา bizrate + amazon + พนักงานขายแนะนำสินค้า
ยิ่งคุณได้รับอนุญาต ให้โฆษณา สินค้าได้หลายเจ้ามากเท่าไร คุณก็จะมีสินค้า มาให้ลูกค้าเลือกได้มาก

คำถามจากพี่น้องที่ว่า


Quote
ไอเดียที่คุณ bankokceo ใช้เพื่อลงไปแข่ง ช่วยยกตัวอย่างให้ดูได้ไหมครับ


hint ยกตัวอย่าง คุณรู้ไหมว่า ถ้าจะซื้อ notebook vaio ที่ไหนถูกที่สุด?
amazon หรือ bestbuy หรือ sonyshop หรือ...
คำตอบคือ เข้ามาที่หน้า landing page ของผม คุณจะรู้ได้เลย

ไอเดียของผมคือว่า ถ้าเสียเงินให้ google แล้ว เราส่งลูกค้าเค้าไปที่ หน้าเวบ amazon.com หน้าเดียว ลูกค้าเค้าจะเลือกได้ยังไง
แต่ถ้าส่งไปที่หน้า landing page เรา แล้วเค้าได้เลือก คลิกที่ลิ้งก์ไหนของเรา เราก็ได้ค่าคอมทุกลิ้งก์ ไม่เสียเวลา ไม่พอใจเว็บคนขายก็กด back กลับมาที่เว็บเราแล้วเลือกลิ้งก์อื่นของเรา
ถ้าในหน้า landing page มี 5 ลิ้ง เราก็มีโอกาส 5 ครั้งให้ลูกค้าเลือก

แต่ถ้าคุณส่งเค้าจาก search ของ google ไปที่หน้าเว็บโดยตรง เช่น หน้าเว็บ bestbuy.com แล้วลูกค้าไม่พอใจ เค้ากด back กลับมาก็เจอหน้า search ของ google
แล้ว เค้าก็ไปคลิกที่โฆษณาคนอื่นเราก็จบเลย

นี่คือ landing page แบบ คร่าวๆ ตอนผมเริ่มทำ ผมก็เริ่มทำทีละหน้า ค่อยๆทดลองดูว่าขายได้ไหม

AD ก็สำคัญ เวลาผมเริ่มทดสอบ Ad ขั้นตอนนี้เปลืองเงินมาก (ต้องพูดกันยาว)
เริ่มแรกเราจะไม่รู้เลยว่า คู่แข่งเค้า bid คีย์เวิร์ด กันที่ราคาเท่าไร
แต่ผมจะเริ่มที่ตั้งค่าบิดไว้ที่ 0.5 แล้วตั้งงบไว้ที่ 5 ดอลล่าร์ต่อวัน ผ่านไปซักพัก ก็จะเห็นแล้วว่า ad เราอยู่ที่เท่าไร
hint ข้อสำคัญ ในการทดสอบ คือ Ad เราต้องอยู่ที่หน้าแรกเท่านั้น หรืออย่างมากคือ อันดันที่ 11-13

เสร็จแล้วก็มาดูค่า CTR คือ ผมจะมีมาตฐานของผมไว้เลยว่า
ถ้า AD เราอยู่อันดับที่ 1-3 ค่า CTR จะเท่ากับ 18-30%
ถ้า AD เราอยู่อันดับที่ 4-6 ค่า CTR จะเท่ากับ 10-15%
ถ้า AD เราอยู่อันดับที่ 7-10 ค่า CTR จะเท่ากับ 5-10%

ถ้าต่ำกว่านี้ แปลว่า Ad ของผมเขียนไม่ค่อยดี ไม่สัมพันธ์กับคีย์เวิร์ด
hint ใน ad ผมทุกอัน จะต้องมีคีย์เวิร์ด อยู่อย่างน้อย 2 อัน ใน ad นั้น เช่น คีย์เวิร์ด big dog food ใน ad จะต้องมีคำว่า dog food อยู่ที่บรรทัดแรก และอีกคำอยู่ที่ไหนก็ได้ใน ad

ที่ต้องมี keyword อยู่ 2 อัน เพื่อ adword จะจัดประมวลผลเราออกมาว่า ยอดเยี่ยม แล้วผ่านไปซักพัก ราคาต่อคลิกจะลดลง
hint ที่สำคัญคือ url ที่โชว์ กับ url ที่ส่งไปใน adword ต้องเป็นอันเดียวกัน แล้วรับลอง ค่าบิดคุณจะลดลง และอันดับจะดีมาก
hint หรือถ้าทำไม่ได้ ก็ให้ไปจด url มาใหม่ แล้วใช้ url forward ไปที่ลิ้งก์ที่เราจะส่งไปก็ได้


คำถามจากพี่น้องอีกอัน


Quote
ได้ความรู้ดีมากเลยครับ แต่อยากถามว่า การที่ทำ CJ โดยใช้ LP กับ ไม่ใช้ LP มันต่างกันยังไงเหรอคับ
lp นี่คือ landing page ใช่ไหมครับ

ผมเคย ทำมาทั้งสองแบบ กับ คีย์เวิร์ด เดียวกัน เช่นคำว่า

psp download คำนี้เป็นคีย์เวิร์ดทำเงินครับ เพื่อนๆเอาไปใช้ได้ แต่ google เค้าห้ามใช้แล้ว

จากคีย์เวิร์ดคำนี้ ทำให้ผมเห็นว่า
การที่เรามี landing page ผมขายได้เงินมากกว่า ไม่มี landing page ครับ

นี่คือพลัง ของ landing page วันนี้


รายจ่ายของ adword วันนี้

โฆษณา แข่งที่ ไอเดีย ครับ ไม่ใช่เงิน


จริงๆหลายๆคนคงสงสัยว่า ผมมานั่งบอก อะไรคนอื่นๆเค้าทำไม
ผมไม่ได้ต้องการอะไรแค่อยากบอกว่า ตลาดมันใหญ่มาก รายได้ผมมาจากสินค้าแค่ 20 บริษัท
และผมมีสินค้าอีกหลายตัว ที่ผมรอเข้าไปแข่งอยู่ ตอนนี้ทุนพร้อมแต่เวลาไม่มี
บางอันแข่งผมก็แพ้ บางอันได้ที่1 บางอันได้ที่5
แต่ใน CJ มันมีสินค้าเยอะมาก อยากให้พี่ๆน้องๆ ลองมาได้อ่านรูปแบบใหม่ๆของผมบ้าง
เผื่อเป็นทางเลือกในการดำเนินธุรกิจ

ไว้มาต่อละกัน

ปล.จริงๆ ผมจะเข้าเว็บมาตอนดึกๆ ครับ เพราะเลิกงานต้องไป กินเหล้าต่อกับเพื่อน
ยิ่งช่วงนี้ ช่วงปีใหม่ กินกันทุกวัน พอเมาผมก็นึกๆอะไรไม่ค่อยออก

แล้วค่อยมาต่อละกัน

ลืมไปเรื่อง ทดสอบ ad กับ คีย์เวิร์ด

เรื่องนี้สำคัญ ต้องใช้ทุนในการทำ

และเรื่องการเลือกคีย์เวิร์ดมาใช้ ต้องมีหลักการ

เรื่อง ของ landing page ยังมีอีก แต่คงไม่มีตัวอย่างให้ดู เสียใจด้วย และ เรื่องการทำ adword มีทริกนิดหน่อย

และ สำคัญสุด การฆ่าคู่แข่ง หรือ เจ้าของคีย์เวิร์ด ต้องเล่นมันให้ตาย เราจะได้เป็นเจ้าของคีย์เวิร์ดทำเงิน (รูปแบบสายดำ)
บางทีอาจโดนเค้าเล่นเรามาก่อน

เดี๋ยวมาพูดกันวันหลัง


คำถามจากพี่น้อง

Quote
"ตลอดปีที่ผ่านมา ผมแข่งมาเยอะ เจอเล่นมาหลายรูปแบบ โดนแกล้งสารพัด ทำทั้งแบบดำ และ แบบขาว
แต่ CJ เสียอย่างเดียว เค้าไม่ยอมให้ CJ Performance กับผม ไม่งั้นผมคง โดนเล่นน้อยกว่านี้" รบกวนอธิบายประโยคนี้ด้วยครับ ไม่ทราบว่าเค้าสามารถแกล้งเรายังไงได้บ้าง (ดำ-ขาว เป็นยังไง) แล้วเรามีวิธีป้องกันยังไงครับ อีกอย่าง การได้ CJ Performance จะช่วยให้ไม่โดนแกล้งเหรอครับ

เอาการแกล้ง แบบง่ายๆ ก่อนครับ ผมเคยโดนคู่แข่ง เค้าเอา link CJ ของผม ไปโฆษณาให้ผม (เค้าคงหวังดี) ในคีย์เวิร์ดที่เจ้าของสินค้าเค้าห้ามไว้ แล้วถ่ายรูปและแจ้งไปทางเจ้าของให้มาตรวจดู และผมก็โดนเจ้าของสินค้าเค้าเมล์มาด่าเลย และแจ้งทางคอมไพลแอ้น ของ CJ

hint วิธีแก้ก็บอกกับเค้าไปตรงๆ ว่าไม่ใช่เรา เพื่อความสบายใจ เอาค่าคอมในเวลานั้นๆคืนไปเลย บอกไปตรงๆ
hint ผมมี CJ อยู่ 3 account ถ้าโดนเจ้าของสินค้าให้เลิกทำ ผมก็ใช้อีก Account ทำต่อไปก่อนเลย แต่ส่วนมากคุยกันได้ Cj เค้ามักจะช่วยเรา

ถ้าผมได้ CJ perfromance ผมจะมีเครดิตขึ้นอีกเยอะ มันเหมือน cj เค้าจะตีตรารับรองให้เรา เวลาคุยกับเจ้าของสินค้า หรือ คอมไพลแอ้น CJ จะง่ายขึ้น แต่เค้าไม่ให้ผม เค้าเก็บไว้ให้แต่กับคนประเทศเค้า

นี่คือการแกล้งแบบเบสิค มีอีกหลายเคส ในการทำธุรกิจก็มีการแกล้งกันทุกธุรกิจ เป็นเรื่องธรรมดา

ขอบ คุณพี่น้องที่ช่วยตอบ


Quote
ขอตอบแทนก็แล้วกัน..โดน แกล้งก็น่าจะ..แบบ ว่า โดนคู่แข่ง Click ให้เราเสียตังค์นะซิ..หรือไม่ก็แกล้ง Bid ราคา Keyword ให้สูง ล่อให้เรา หลงกล Bid แข่ง แล้วเค้าก็..ถอย เราก็รับไปเต็มๆ..อะไรประมาณนี้ครับ จากประสบการณ์ที่ลองทำมา..

อันนี้ผมเรียกว่าการเข้ามาแข่งกันครับ เป็นแบบขาว


Quote
1. จะรู้ได้ไงว่า keyword ตัวไหนทําเงินให้เราครับเพราะถ้าใช้ landing page มันจะ track ยังไงหรือครับ?
เมื่อก่อนผมส่งไปที่ advertiser เลย + tracking "?sid=xxx" ก็จะรู้ keyword ทําเงินได้บน CJ report
หรือว่าให้ทดสอบว่ามันทําเงินได้ก่อนค่อยทํา landing page? huh

มัน ก็ track ยากนะครับ ผมไม่เคย track keyword เป็นคำๆ ส่วนมาก ผมจะจัดคำเป็นกลุ่มๆเช่น sony vaio ก็จะเอาคำที่ เว็บไซต์เจ้าของสินค้าทุกอันที่ผมโฆษณาให้ ที่เกี่ยวกับคำนี้ มาใช้ ดูว่าแต่ละเจ้าเค้าใช้คำไหนบ้าง แล้วก็ทำ landing page มาหน้านึง แล้วใช้คีย์เวิร์ดของแต่ละเจ้าไปเลย ถ้าขายได้ก็ขายไปเลย แล้วค่อยมาหาวิธีลดบิดเอา
hint ผมคิดว่า เวลาคนหาซื้อของ เค้าจะไม่ค่อยหา หรือใช้คำแปลกๆ สมมุติถ้าคุณจะซื้อ sony vaio คุณจะใช้คำว่าอะไร
คุณคงไม่ใช้คำว่า where i can buy sony vaio คงใช้คำง่ายๆ ถ้าหาเจอสิ่งที่ต้องหารแล้วก็คงซื้อเลย


Quote
"พอเลือกสินค้าได้ ผมก็ต้องเข้าไปที่เว็บเจ้าของสินค้า แล้วดูว่า เว็บนั้น มี google pagerank เท่าไร ถ้าน้อยกว่า 4 อย่าไปทำเสียเวลา"

2. เหตุผลเพราะอะไรหรือครับ? ยิ่งถ้าเราใช้ landing page มันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะ promote เค้ายังไงไม่ไช่หรือครับ?

จริงๆ ผมก็ไม่รู้นะ ผมแค่คิดเอาเอง ว่า ถ้าเว็บเค้าเจ๋ง pagerank ก็น่าจะเยอะ อย่าง Cj.com ยังมี pagerank 8 เลย
แต่ถ้าทำ landing page ผมก็ไม่ค่อยสนใจ pagerank นะ


Quote
"และสำคัญสุด การฆ่าคู่แข่ง หรือ เจ้าของคีย์เวิร์ด ต้องเล่นมันให้ตาย เราจะได้เป็นเจ้าของคีย์เวิร์ดทำเงิน (รูปแบบสายดำ)"

3. อันนี้ทําไงหรือครับ? ทําหลายๆ account + web SEO หรือเปล่า (technique ป่าล้อมเมือง?) อยากรู้มากครับ

จริงๆ ผมไม่อยากบอกเลย มันไม่สะอาด
ถ้าสมมุติ คุณบอกว่า หมู่บ้านผมขายไก่ย่างแล้วกำไรดี วันหนึ่งมีคนมาขายไก่ย่างแข่งกับผมแล้วทำไงดี แล้วถ้าผมบอกว่า เอามือปืนไปยิงเค้าเลยนี่แหละคือ รูปแบบสายดำ

คำถามพี่น้องอีกท่าน

Quote
1.ที่บอกว่าขายของประมาณ 20 บริษัทเนี่ย ทำ landing page ทุกที่เลยหรือเปล่าครับ

ไม่ ทุกที่ครับ ทำแต่อันที่มันขายสินค้าเหมือนกัน เช่น ที่ไหนขาย sony vaio ผมก็เอามารวมกันไว้ในหน้า landing page หน้าเดียวเลย โฆษณามันทีเดียวหลายๆเจ้าไปเลย
hint พยายามเน้นคุณภาพ ไปที่ landing page เอาข้อมูลสั้นๆ ได้ใจความ ถ้า landing page คุณมีคุณภาพ อีกหน่อยถ้ามีหลายๆหน้ามันจะรวมกันเป็นเว็บเอง


Quote
2.ขาย ใน adword หรือ แบบ web + seo เพื่อติดอันดับ natural search ครับ
เริ่มแรกต้องทำ ใน adword ถ้าเจอคำ เจ๋งๆ แล้ว ก็ค่อยทำ SEO ผมจ้างเค้าทำ seo ให้ผมมานานแล้ว ยังไม่ติด หน้าหนึ่งเลย
คนที่ผมจ้างทำ seo ก็นั่งหัวเราะแบบ แห้ง แล้วบอก ใจเย็นดิพี่ กินเบียร์ก่อน เดี๋ยวมันก็ติด


Quote
3.ตอนนี้ landing page ยังใช้ blog อยู่หรือเปล่าครับหรือจด domain เอง

เมื่อ ก่อนใช้ blog เพราะมันฟรี ตอนนี้ ผมจ้างเค้าทำเว็บ ทำเองแล้วไม่สวยไม่อยากมาเสียเวลาศึกษาด้วย ตอนนี้มี 7 เว็บแล้วครับ
hint ค่อยเริ่มครับ ค่อยๆทำ พอมันมีหลายๆหน้ามันก็รวมมาเป็นเว็บได้เอง

ผม ต้องอัพเดตแทบทุกวัน เพราะ เดี๋ยวเจ้านู้นก็เมล์มาบอกว่า ลดราคาช่วงนี้ เจ้านี้ก็มีโปรโมชั่นแบบนั้น เราก็ต้อง อัพเดตไป มีเมล์มาทุกวัน ขนาดวันปีใหม 31/12/07 เจ้าของสินค้ามันยังเมล์มาหาผมเลย ไม่รู้จักพักผ่อน


Quote
4.ถ้าขายหลายๆ web ต้องจด domain ใหม่ทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับ

ก็ควรจะ ต้องจด domain ผมลองสังเกตุดูแล้วว่า ใน adword ถ้าใช้ web จะมี CTR สูงกว่าใช้ blog เยอะมาก ยิ่ง .com ได้จะยิ่งดี

ขอบคุณพี่น้องที่ช่วยตอบ

Quote
เรื่อง PR ขอตอบนะคะ ไม่ทราบว่าจะถูกต้องไหม

คือ ถ้าเว็บที่มีค่า PR ต่ำ เช่น 1-2 ก็อาจจะเป็นได้ว่า เป็นเว็บที่เพิ่งทำ และ ยังไม่มีทราฟฟิคเข้ามากนัก อาจจะแปลได้ว่า ไม่มีผู้นิยมทำการตลาด แต่ถ้าค่า PR สูงๆ หน่อยก็แปลว่า เว็บอยู่มานานพอสมควร หรือ มีผู้ช่วยเป็น Aff เยอะ ทำให้มีทราฟฟิคเข้าเยอะ ยังงี้หรือเปล่าคะ

ดังนั้น พวกเวบ PR สูง มากกว่า 4 อย่างที่คุณ Bangkok-ceo บอก จึงน่าสนใจ มากกว่า PR ต่ำ

hint ขอเพิ่มอีกนิดนึง ใน CJ มีเว็บหลายเจ้าที่เค้าอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา เว็บพวกนี้ ตลาดจะใหญ่ ยอดขายจะเยอะ แผนการตลาดเค้าจะดี รูปแบบเว็บ สินค้า หรือ แผนการช่วยคนทำaff แบบเราจะดีมาก เลือกพวกนี้ไว้ก่อนไม่ผิดหวัง
เหมือน ถ้าให้คุณเป็นพนักงานของบริษัท ปตท (บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นไทย) กับ บริษัท esso คุณว่าใครขายน้ำมันได้มากกว่ากัน


Quote
ตอบ แทน ได้ไหมคะ
ตามที่คิดนะคะ
สินค้า 20 บริษัท ทำ LP ทุกตัว และ เอาสินค้ามายำในหน้าสินค้าประเภทเดียวกันค่ะ เช่น สินค้าอาหารสุนัข มี 8 บริษัท ก็เอาประเภทเดียวกันมาลงในหน้าเดียวกัน เป็นต้น เช่น วิตามันสำหรับสุนัข มีสินค้าประเภทนี้ 5 บริษัท ก็อาจจะเป็นได้ว่า ทำหน้าสินค้าวิตามิน ในหน้าเดียวกันเลย ส่วนสินค้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสัตว์เลี้ยงแสนรัก ก็จะทำไปอีกหน้านึง ถูกไหมคะ

เรื่อง การโปรโมท หรือ การหาทราฟฟิค คิดว่า น่าจะเป็น PPC อย่างเดียวนะคะ แต่ SEO เป็นผลพลอยได้ค่ะ เพราะ traffic เข้ามาก นานวัน อันดับมันก็น่าจะขึ้นด้วยนะคะ

ถูกต้องแล้วครับ ผมทำแบบนี้


Quote
เรื่อง จด Domain คุณ Bangkok-ceo เค้าบอกแล้วว่า พยายามให้ destination url และ display url เป็นเว็บเดียว ก็เป็นไปได้ว่า จดทุก Domain ค่ะ ไม่ได้ทำโดเมนเดียว จับ 20 บริษัทมาลงแน่ๆ ถูกต้องไหมคะ คุณ Bangkok-ceo


ถ้า display url กับ destination url เป็นอันเดัยวกัน แล้วใน ad มีคีย์เวิร์ด เราอยู่ 2 คำ นี่แหละเรียกว่า เพอร์เฟ็ค แบบนี้ google จะชอบเรามาก
เค้าจะให้ รูป
แสดงว่า คีย์เวิร์ด กับ ad กับ landing pang มันสัมพันธ์กันดี แล้วค่าใช้จ่ายเราจะลดลง

ขอบคุณพี่น้องอีกท่านที่ช่วยตอบ

Quote
แบบนี้ก็ได้นี่ครับ www.xxx.com/keyword1 www.xxx.com/keyword2 ไม่งั้นคงเปลืองน่าดู แต่ถ้าเปลืองได้แล้วเงินเยอะกว่าเดิมผมก็เอา

ใช่ครับ ได้เหมือนกันครับ ถูกต้องแล้วครับ

จริงรูปแบบ การทำของผมมันก็ไม่มีอะไรมาก หลายท่านคง จะรู้ทริกผมหมดแล้ว

ทริกผมคือจะเน้น ทำเว็บหรือ landing page คุณภาพออกมา แล้วใช้ adword โปรโมท โดยไปเอา keyword มาจากเจ้าของสินค้าที่เราโปรโมทให้


ขอบคุณพี่ น้องทุกคนที่ช่วยตอบ คำถามของพี่น้องท่านอื่นให้ในกระทู้ผมครับ

ใครมีอะไรจะถามก็เชิญได้ครับ ในเวบบอร์ดนี้ มีเซียนๆอยูหลายท่าน ที่จะช่วยตอบครับ

พี่น้องท่านไหนอยากเล่าประสบการณ์ ให้ผมฟังมั่งก็จะดีครับ

ไว้มีอะไรที่นึกได้ผมก็จะมาเล่าต่อครับ จริงๆผมนึกได้แต่พอจะพิมพ์มันก็ลืม อยากเล่าเรื่องการเลือก keyword มาใช้
ช่วงนี้แฮงๆด้วย
วันหลังจะเอา เคส ต่างๆที่ทำและเจอมา มาเล่าให้ฟังครับ

Quote
รอ เหมือนกัน เมื่อไหร่จะมาน่า วันเสาร์ด้วยหรือจะไปกินเหล้า

ใช่ครับ เมื่อวานกลับมา ตี 4 ดื่มหนักมากวันนี้ ดีหน่อย วันนี้ กลับตี2 แต่ไม่เมามาก โดนแม่ด่าทุกวันเลย

จริงๆผมหุ้นทำร้านเหล้ากับเพื่อนอยู่ด้วยครับ (http://www.yohii.com) เปิดมาได้หลายเดือนแล้วช่วงนี้ขายดี อยู่แถวใต้ทางด่วนรามอินทรา อาจณรงค์ กทม.
กลางวันก็ทำงาน office ว่างเมื่อไรก็มาทำ CJ (แต่รายได้จาก CJ 1 เดือน= เงินเดือนผม 12-18 เดือน) กะว่าปีนี้ถ้ายอดขาย CJ ไม่ตก จะลาออกจากงาน office แล้วครับ
แล้วไปเที่ยวรอบโลกแม่งซักที

อย่าเรียก ผมว่า อาจารย์ เลยครับ ปกติชาวบ้านเค้าเรีอกผม ไอขี้เมา เพื่อนๆเรียกผมว่าไอเ-ีย หรือรุ่นพี่จะเรียกผมว่าไอ้เด็กน-ก

ผมแค่อยากมาแชร์ ข้อมูล มาเล่าประสบการณ์ การทำ AFF marketing

ที่ผมทำมาได้ทุกวันนี้ ผมก็อ่านเอาจากพี่น้องในเวบนี้ ถามเอาจากเว็บนี้
แล้วเอามารวมกับประสบการณ์ การขายของที่เคยขาย

พอเติบโตขึ้นมา พอมีโอกาส ก็มาเล่าสู่กันฟัง แบ่งปันกันไป

ก็แค่นั้น บางทีการให้ มันก็ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โค๊ด:
http://forums.sem.or.th/index.php/topic,10780.0.html